ความสำเร็จอย่างมโหฬารชนิดสร้างประวัติศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน มีรากเหง้ามาจากการละทิ้งลัทธิมาร์กซ์-ลัทธิเลนินแบบเคร่งคัมภีร์ และหันมาเดินเส้นทางการพัฒนา “สังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีน”

นี่เป็นช่วงเวลาอันเหมาะสมสำหรับการอ่านหนังสือเรื่อง “Red Star Over China” ของ เอ็ดการ์ สโนว์ (Edgar Snow) (บุญศักดิ์ แสงระวี แปลเป็นภาษาไทยแล้ว ใช้ชื่อเรื่องว่า “ดาวแดงเหนือแผ่นดินจีน” -ผู้แปล) กันอีกรอบหนึ่ง ผลงานระดับคลาสสิกเล่มนี้พูดถึงกำเนิดของขบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศจีน

เคียงคู่กับเรื่อง “Ten Days That Shook the World” ของ จอห์น รีด (John Reid) (สุทิน วรรณบวร แปลเป็นภาษาไทยแล้ว ใช้ชื่อเรื่องว่า “สิบวันเขย่าโลก” -ผู้แปล) ซึ่งเล่าเรื่องราวการปฏิวัติบอลเชวิกในรัสเซียจากสายตาของผู้เห็นเหตุการณ์อย่างชวนติดตามชนิดวางไม่ลง หนังสือของสโนว์ก็มีมนตร์ขลังบังคับให้ต้องอ่านต่อให้จบอย่างตื่นตาตื่นใจ สำหรับผู้ที่เพิ่งเคยประสบกับพลังความกระปรี้กระเปร่าแห่งการปฏิวัติเป็นหนแรกอย่างเช่นพวกนักศึกษามหาวิทยาลัยทั้งหลาย

แต่แล้ว กาลเวลาก็ทำให้เกิดความเจ็บปวดชอกช้ำขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

มีผลงานชื่อดังเรื่อง The Anatomy of Revolution (กายวิภาคของการปฏิวัติ) (ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1939) ของนักประวัติศาสตร์อเมริกัน ฟรานซ์ เครน บรินตัน (France Crane Brinton) (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.livingston.org/cms/lib4/NJ01000562/Centricity/Domain/813/Anatomy_of_a_Revolution.pdf) ซึ่งเสนอเค้าโครงความละม้ายคล้ายคลึงกันของการปฏิวัติทางการเมืองสำคัญๆ ใน 4 ประเทศ ได้แก่ การปฏิวัติอังกฤษช่วงทศวรรษ 1940, การปฏิวัติอเมริกัน, การปฏิวัติฝรั่งเศส, และการปฏิวัติรัสเซียปี 1917 บรินตันสรุปให้ความเห็นว่าการปฏิวัติเหล่านี้ต่างเดินไปตามวงจรชีวิต จากช่วงระบบเก่า (Old Order) ไปสู่ระบอบปกครองแบบสายกลาง (moderate regime) ไปสู่ระบอบปกครองแบบรุนแรง (radical regime) ไปสู่ช่วงปฏิกิริยาเดือนเทอร์มิโดเรียน (Thermidorian reaction)

เขาเปรียบเทียบความเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิวัติต่างๆ ว่าเหมือนกับการคืบหน้าไปของอาการไข้ หนังสือของบรินตันปรากฏขึ้นมาในบรรณพิภพ 1 ทศวรรษเต็มๆ ก่อนหน้าการปฏิวัติจีน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เวลาจะผ่านพ้นไปเนิ่นนานหลายสิบปี นับตั้งแต่ที่การปฏิวัติจีนดูเหมือนกับเข้าสู่ “ช่วงปฏิกิริยาเดือนเทอร์มิโดเรียน” แล้ว โดยที่ไม่ได้มีอะไรเสียหายมากมายและสถานการณ์ถือว่าอยู่ในความควบคุม กระนั้นก็ยังคงมีความร่าเริงยินดีกันอยู่มาก เกี่ยวกับความคิดเห็นที่ว่าการปฏิวัติในจีนอยู่ในสภาพไม่มั่นคงใกล้เป็นอันตรายเต็มที ซึ่งความคิดเช่นนี้มีทั้งที่ชวนให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจ และที่มุ่งในด้านการอบรมสอนสั่ง ทั้งหมดเหล่านี้กระตุ้นเร่งเร้าให้เกิดการถกเถียงกันอย่างมีชีวิตชีวา

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน (พคจ.) ที่มีอายุครบรอบ 100 ปีในวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีอะไรที่ยิ่งใหญ่มากมายซึ่งสมควรแก่การเฉลิมฉลอง ต้องใช้เวลาเกือบๆ 3 ทศวรรษภายหลังการปฏิวัติ(ในปี 1949) ทีเดียว พคจ.จึงเกิดความตระหนักรับรู้ว่า การพัฒนาต่างหาก ไม่ใช่อุดมการณ์หรอก คือสัจธรรมความจริงที่หนักแน่นมั่นคง

ในคำพูดของเติ้ง เสี่ยวผิง เองที่บอกว่า “มันไม่สำคัญหรอกว่าแมวจะสีดำหรือสีขาว ขอให้จับหนูได้ก็แล้วกัน” ถ้อยคำที่หลักแหลมสุดแสบนี้คือสัญญาณแสดงให้เห็นว่า จีนกำลังเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดิน และเริ่มต้นก้าวไปบนเส้นทางใหม่แห่งการพัฒนาที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างรุนแรง ด้วยความจำเป็นที่จะต้องรับมือกับเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งเป็นจริง ณ ห้วงเวลานั้น การปฏิรูปและการเปิดกว้างของ เติ้ง ในปี 1978 ได้ปลดปล่อยให้จีนเป็นอิสระออกมาจากการถูกจองจำรัดแน่นอยู่ในความคิดเชิงอุดมการณ์

ตอนที่ เหมา เจ๋อตง ถึงแก่อสัญกรรมในปี 1976 ตัวเลขจีดีพีต่อหัวประชากรของจีนอยู่ในระดับใกล้เคียงกับของบังกลาเทศ แต่ในทุกวันนี้ สหรัฐฯรู้สึกว้าวุ่นใจอย่างใหญ่หลวงจากการที่จีนก้าวขึ้นเป็นระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกเรียบร้อยแล้ว และทำท่าจะสามารถแซงอเมริกาขึ้นคว้าอันดับ 1 ได้ภายในสิ้นทศวรรษนี้

ธนาคารโลกประมาณการว่า พคจ.ได้ยกระดับประชาชนจำนวนถึง 800 ล้านคนให้ก้าวพ้นออกจากภาวะยากจนอย่างที่สุด ระหว่างระยะเวลา 4 ทศวรรษนับตั้งแต่ปี 1978 เป็นต้น ถือเป็นความสำเร็จที่ใหญ่โตมโหฬารประการหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ในปี 2012 สี จิ้นผิง ซึ่งขณะนั้นเพิ่งก้าวขึ้นเป็นเลขาธิการใหญ่แห่งคณะกรรมการกลาง พคจ. คนใหม่ ให้คำมั่นสัญญาที่จะนำเอาประชาชน 100 ล้านคนที่ตอนนั้นชีวิตความเป็นอยู่ยังคงอยู่ใต้เส้นยากจน ให้ก้าวเลยพ้นขีดนั้นมาให้ได้ภายในปี 2020 ปรากฏว่าเขาออกมาประกาศว่าสามารถทำได้ตามสัญญาดังกล่าวในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เมื่อจีนกลายเป็นประเทศที่ปลอดจากความยากจนอย่างสมบูรณ์แบบ

เพื่อเป็นการนำร่องโปรแกรมลดความยากจนดังกล่าวนี้ จากปี 2013 จนถึงปี 2020 พคจ.ได้คัดเลือกและจัดส่งบุคลากรที่เหมาะสมเป็นเลขาธิการคนที่หนึ่งของพรรคและสมาชิกในทีมปฏิบัติงานประจำ ไปยังพื้นที่ชนบทและพื้นที่ห่างไกลต่างๆ เพื่อจำแนกแยกแยะครอบครัวยากจนและหมู่บ้านยากจนแต่ละแห่งๆ ทุกๆ แห่งได้อย่างถูกต้องตรงความเป็นจริง และปฏิบัติตามโครงการต่างๆ ที่วางเป้าหมายเอาไว้ในระดับทั่วประเทศ เพื่อปรับปรุงยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของคนยากจนเหล่านี้อย่างครอบคลุมรอบด้าน

เป็นเพราะระบบพรรค-รัฐซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกันเช่นนี้นั่นเอง ที่เป็นเหตุผลอธิบายถึงการที่จีนก้าวผงาดขึ้นมาอย่างชนิดสร้างยุคสร้างสมัยขึ้นมาใหม่ พคจ.นั้นมีอำนาจทุกอย่างและมีความสามารถทุกอย่างในจีน และกลายเป็นสิ่งที่มีความหมายอย่างเดียวกับประเทศชาติ, สังคม, และการเมือง ของจีนไปแล้ว พูดโดยสรุปก็คือ การพัฒนาประเทศชาติหลั่งไหลออกมาจากการปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อให้บรรลุเป้าหมายระยะยาวต่างๆ ซึ่งกำหนดขึ้นโดย พคจ.

ระบบพรรคของ พคจ.นั้น โยงใยอิงอาศัยบรรดาเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้มีการศึกษาและมีความสามารถ ที่สามารถไต่สูงขึ้นสู่ระดับท็อปด้วยประสบการณ์ระดับรากหญ้าในมณฑลต่างๆ หลายหลาก ประสบการณ์เช่นนี้ช่วยหล่อหลอมทัศนะมุมมองระดับชาติของพวกเขา และทำให้คณะผู้นำระดับสูงมีความรู้สึกเป็นเพื่อนร่วมงานกัน อีกทั้งช่วยสร้างฉันทามติขึ้นมาในประเด็นปัญหาระดับชาติสำคัญๆ

มันเป็นสิ่งที่เพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่การเกาะเกี่ยวเข้าด้วยกัน และรับประกันความต่อเนื่องภายในพรรค ขณะที่พรรคเปลี่ยนถ่ายจากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง การประชุมหารือเป็นการภายในซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่รีสอร์ตริมทะเล “เป่ยต้าเหอ” พิสูจน์ให้เห็นถึงความต่อเนื่องนี้ รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่นอย่างเป็นระเบียบ –ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีพรรคคอมมิวนิสต์อื่นๆ ในโลกสามารถเลียนแบบได้

วาระครบ 1 ศตวรรษของ พคจ. เป็นหลักหมายยืนยันถึงการที่จีนสามารถทะลุทะลวงอย่างชนิดสร้างประวัติศาสตร์ ซึ่งล้ำเกินไปไกลกว่าบรรดาคำทำนายของพวกผู้สังเกตการณ์ชาวต่างชาติส่วนใหญ่ กล่าวอย่างย่อๆ พคจ.ได้บรรลุเป้าหมายรวมหมู่ทั้ง 2 ประการ ได้แก่การขจัดความยากจนและการลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับการบูลลี่รังแกของพวกต่างชาติ

พคจ.สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ ก็มีแต่ด้วยการหลบเลี่ยงลัทธิมาร์กซ์-ลัทธิเลนินแบบเคร่งคัมภีร์ยึดติดเหนียวแน่นทางอุดมการณ์ และหันมาพัฒนา “สังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีน” โดยผ่านกระบวนการแห่งการทดลอง, การสร้างนวัตกรรม, ตลอดจนการแก้ไขและเอาชนะความผิดพลาดบกพร่องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องสงสัยเลย พคจ.สามารถเก็บรับบทเรียนและมีข้อสรุปอย่างถูกต้องเหมาะสม จากกรณีการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

พคจ.ตระหนักถึงความเป็นจริงที่ว่า ความถูกต้องชอบธรรมทางการเมืองของตนนั้นเมื่อกล่าวถึงที่สุดแล้วยึดโยงอยู่กับการสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชนให้สูงขึ้นอย่างสม่ำเสมอในบรรยากาศของเสถียรภาพและความสามารถคาดการณ์ได้ ทุกวันนี้ ประเทศชาติแห่งนี้เต็มเปี่ยมด้วยความวาดหวังที่จะมีวันพรุ่งนี้ซึ่งดียิ่งขึ้นไปอีก

เราไม่สามารถที่จะนำเอา พคจ.ไปรวมอยู่ในประเภทเดียวกันหรือเปรียบเทียบกันกับพรรคการเมืองอื่นๆ ใดๆ ทั้งสิ้นในประวัติศาสตร์ นอกเหนือจากจำนวนสมาชิกที่ใหญ่โตมหึมา (95 ล้านคน) แล้ว พรรคนี้ยังมีส่วนประกอบต่างๆ ที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษของตนเองอีกด้วย ไม่เพียงมีสภาพเป็นพลังทางการเมืองซึ่งเหนือกว่าพลังใดๆ เท่านั้น พรจ.ยังเป็นผู้นิยามให้ความจำกัดความรูปแบบของสถาบันต่างๆ และรูปแบบรัฐของจีนอีกด้วย ไม่เหมือนกับพวกพรรคการเมืองหนึ่งใดในโลกตะวันตกที่อาจจะธำรงรักษาความสมดุลแห่งอำนาจทางการเมืองเอาไว้ได้เพียงสักชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ พคจ.เข้าแบกรับภารกิจในการนำพาประชาชนจีนรุ่นแล้วรุ่นเล่า เห็นได้อย่างชัดเจนว่า พรรคนี้เป็นสิ่งที่ล้ำเกินกรอบโครงแห่งพุทธิปัญญาซึ่งความรอบรู้และประสบการณ์ทางการเมืองแบบตะวันตกจะอธิบายได้

ในบทบรรณาธิการที่มีเนื้อหากระตุ้นให้รู้สึกกระฉับกระเฉงเมื่อวันพฤหัสบดี (1 ก.ค.) เหรินหมินรึเป้า (พีเพิลส์เดลี่ ปากเสียงอย่างเป็นทางการของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน -ผู้แปล) เขียนเอาไว้ดังนี้ “ณ ชั่วขณะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่สุดของยุคสมัยใหม่ ชาวคอมมิวนิสต์จีนได้หันมาหาลัทธิมาร์กซ์-ลัทธิเลนิน ด้วยการประยุกต์ทฤษฎีต่างๆ เหล่านี้ให้เข้ากับเงื่อนไขต่างๆ ที่เป็นจริงของจีน ชาวคอมมิวนิสต์จีนได้ก็เติมพลังสร้างชีวิตชีวาให้แก่อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ซึ่งประชาชาตินี้สร้างสรรค์ขึ้นมาตลอดระยะเวลาหลายพันปี ด้วยพลังอำนาจแห่งสัจธรรมของลัทธิมาร์กซ์ อารยธรรมจีนจึงได้ฉายแสงอีกคำรบหนึ่งด้วยความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณอันมหาศาล ในระยะเวลาหนึ่งร้อยปีผ่านพ้นไป ลัทธิมาร์กซ์ได้เปลี่ยนแปลงจีนอย่างลึกซึ้ง เวลาเดียวกันจีนก็ได้เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ลัทธิมาร์กซ์อย่างใหญ่หลวง พคจ.ยึดมั่นปฏิบัติตามเอกภาพของการรวมเอาการปลดปล่อยความคิดและการหาสัจจะจากความเป็นจริงเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน เฉกเช่นเดียวกับยึดมั่นปฏิบัติตามเอกภาพของการรวมเอาประเพณีและนวัตกรรมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน และเปิดขอบเขตใหม่ๆ สำหรับลัทธิมาร์กซ์อย่างสม่ำเสมอ”

อย่างไรก็ตาม จีนไม่ได้ออกใบสั่งยาให้แก่คนอื่นๆ เส้นทางเดินของ พคจ.นั้นนิยามขึ้นมาจากรากฐานอารยธรรมอายุหลายพันปีของจีน ซึ่งปลูกฝังจิตสำนึกแบบรวมหมู่ให้หยั่งรากลึกจนตระหนักถึงความหมายอย่างเป็นพิเศษของการที่ระบบการเมืองที่เป็นเอกภาพกัน, การป้องกันไม่ให้เกิดการแข่งขันที่ก่อให้เกิดการทำลายและที่ก่อให้เกิดการแบ่งแยกระหว่างภูมิภาคต่างๆ , ตลอดจนการธำรงรักษาความมั่นคงแห่งชาติ มีแก่สังคมจีน การมุ่งรวมเอาทุกๆ ส่วนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมหาศาลของสังคมจีนโดยที่ พคจ. เป็นตัวแทนนั้น เป็นสิ่งซึ่งไม่มีที่อื่นใดสามารถเทียบเคียงได้

นี่เองคือเหตุผลที่ว่าทำไมทัศนะที่ว่าหากทำให้จีนผ่านประสบการณ์ทางการเมืองแบบตะวันตกแล้ว ก็จะสามารถบังคับให้จีนเกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมได้ จึงเป็นเพียงความหลงผิดเท่านั้น ฝ่ายตะวันตกนั้นกำลังอยู่ในโหมดปฏิเสธไม่ยอมรับความถูกต้องชอบธรรมของการที่จีนมุ่งสำรวจแสวงหาเส้นทางแห่งการพัฒนาของตนเอง ปักกิ่งไม่ได้นำเสนอ พคจ. ให้เป็นโมเดลสำหรับส่วนอื่นๆ ของโลก ตรงกันข้าม การสำรวจเสาะหาของ พคจ. เป็นสิ่งที่กระทำอยู่บนแผ่นดินจีน และพรรคนี้ก็อาศัยแรงบันดาลใจจากประสบการณ์แห่งการมุ่งสู่ความทันสมัยของตนเอง และจากทรัพยากรต่างๆ ของอารยธรรมของจีนเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เจ้าสิ่งที่เรียกว่าเป็น “อารมณ์ปรารถนาจนคันคะเยอหัวใจ” ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก มันคืออะไรกันแน่? พูดกันง่ายๆ เลย มันคือความเป็นศัตรูอันพลุ่งพล่านเดือดดาลซึ่งปรากฏออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนถนัดถนี่ โดยที่ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากความหมกมุ่นลุ่มหลงในลัทธิที่ถือว่าตนเองพิเศษไม่มีใครเสมอเหมือน (exceptionalism) ของสหรัฐฯ ทว่าส่วนใหญ่แล้วยังมาจากความรู้สึกอิจฉาริษยาและความรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของสหรัฐฯ จากการที่มีอีกประเทศหนึ่งกำลังไล่เข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว และอาจจะสร้างความหายนะให้แก่ฐานะการครองความเป็นใหญ่เหนือใครๆ ในทั่วโลกของอเมริกา

ถึงแม้พยายามวางท่าทางให้ดูใหญ่โตองอาจ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าสหรัฐฯมีความยากลำบากที่จะเอาอะไรมาแข่งขันกับเศรษฐกิจจีนที่มีทั้งพลวัต, นวัตกรรม, และการเติบโตขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยที่อยู่ในตำแหน่งอันดับหนึ่งเรียบร้อยแล้วด้วยซ้ำไป เมื่อวัดกันด้วยค่าเสมอภาคที่กำหนดโดยอำนาจซื้อ (purchasing power parity)

ศาสตราจารย์ สตีเฟน วัตต์ (Stephen Watt) แห่งคณะบริหารรัฐกิจเคนเนดี้ ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทวิตเอาไว้ในวันพฤหัสบดี (1 ก.ค.) ว่า “ผู้เชี่ยวชาญด้านโนบายการต่างประเทศจำนวนมากของสหรัฐฯต่างพากันวิตกกังวลเกี่ยวกับการผงาดขึ้นมาของจีน รวมทั้งตัวผมเองด้วย แต่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้มีสักเท่าไหร่กันที่ได้เคยไตร่ตรองถึงข้อเท็จจริงที่ว่า จีนเวลานี้ไม่ได้กำลังทำสงครามอยู่ในสถานที่ต่างๆ เยอะแยะมากมายเลย แต่กลับกำลังมีทั้งความมั่งคั่ง, อำนาจ, และอิทธิพลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ?”

พูดกันแบบฟันธงเลยก็คือ สิ่งที่สหรัฐฯเผชิญอยู่ในขณะนี้ คือสถานการณ์ยากลำบากที่ตนก่อขึ้นมาเอง

สงครามและการแทรกแซงทางทหารทั้งหลายที่สิ้นเปลืองสูญเปล่า ทำให้ทรัพยากรต่างๆ หดหายไปเป็นมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ แทนที่จะหันเหนำเอามาใช้ฟื้นฟูและชุบชีวิตบรรดาโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ชำรุดทรุดโทรมของประเทศนี้ และนำเอาใช้เพื่อแก้ไขความขัดแย้งต่างๆ ทางสังคมที่กำลังสะสมพอกพูน ไล่ตั้งแต่ลัทธิเหยียดเชื้อชาติสีผิวที่หยั่งรากฝังแน่น, ความรุนแรงในสังคม, ความไม่เท่าเทียมในเรื่องความมั่งคั่ง, และความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ, นอกเหนือไปจากระบบการเมืองที่ไร้สมรรถภาพซึ่งมีพวกกฎหมายการเลือกตั้งอันล้าสมัยอย่างสิ้นหวัง ที่กลายเป็นตัวขัดขวางการมอบอำนาจให้แก่ประชาชน

จากคำปราศัยของประธานาธิบดีสี ในกรุงปักกิ่งวันพฤหัสบดี (1 ก.ค.) เห็นได้อย่างชัดเจนว่าจีนมีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวที่จะไม่อ่อนข้อยินยอมต่อการบูลลี่รังแกของสหรัฐฯ ดังที่เขาพูดเอาไว้ว่า ประชาชาติจีนไม่ได้มีคุณสมบัติแห่งการก้าวร้าวรุกราน หรือการมุ่งวางตัวเป็นเจ้าเป็นใหญ่ อยู่ในยีนของตน แต่ก็ไม่เคยยินยอมปล่อยให้ต่างชาติมาบูลลี่รังแก หรือปล่อยปละต่างชาติที่พยายามมาปราบปรามล้มล้างหรือกดขี่

กล่าวโดยสรุป “จิตวิญญาณแห่งการก่อตั้ง” พคจ. ซึ่งพัฒนาขึ้นมาโดยเหล่าผู้บุกเบิกลัทธิคอมมิวนิสต์ทั้งหลายในจีน จะเป็นพลังหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเมืองแห่งโลก