อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังเผชิญศึกหนักจากการแพร่ระบาดรุนแรงรอบที่ 2 ของโควิด-19 ตอนนี้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 120% สูงสุดในกลุ่มสมาชิกอาเซียน

ภาพที่คุ้นตา ผู้ป่วยนอนเรียงรายรอรับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากเตียงเต็มระบบสาธารณสุขรองรับไม่ไหว บุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นหน้าด่านสำคัญติดเชื้อโควิดนับร้อยคนทั้งที่ฉีดซิโนแวค 2 เข็ม
ผู้ป่วยที่ติดเชื้อแต่ไม่มีโรงพยาบาลรับรักษา ต้องนอนป่วยอยู่ที่บ้านทำให้เกิด “คลัสเตอร์ในบ้าน” ระบาดคนในครอบครัว

นับตั้งแต่เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา อินโดนีเซียเริ่มมีตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นสองเท่าจากช่วงการแพร่ระบาดสูงสุดในเดือน ก.พ. ประชาชนอยู่ภายใต้มาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม โดยภาพรวมแล้วสถานการณ์ในตอนนั้นดูเหมือนไม่รุนแรง

พอมาวันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมามีตัวเลขผู้เสียชีวิตรายวันแตะหลักพันเป็นครั้งแรก และ 3 วันถัดมา กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียเผยยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ 35,094 ราย มีผู้เสียชีวิต 826 ศพ จนถึงตอนนี้จำนวนผู้ติดเชื้อทะลุ 2.4 ล้านรายแล้ว มีผู้เสียชีวิตถึง 65,457 ศพ

ทำไมผ่านไปเพียง 2 เดือนเท่านั้นอินโดนีเซียถึงกลายเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผู้ป่วยเพิ่มรวดเร็ว ระบบสาธารณสุขล่มสลาย

อินโดนีเซียเพิ่งมีผู้ติดเชื้อรายวัน ทะลุ 2 หมื่นรายไปเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ที่ผ่านมา ผ่านไปยังไม่ถึง 1 เดือน จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันทะลุหลัก 3 หมื่น จนถึงตอนนี้ตัวเลขยังพุ่งไม่หยุด อยู่ที่วันละกว่า 3 หมื่นรายมา 5 วันติดต่อกันแล้ว

จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้โรงพยาบาลบนเกาะชวาเต็มล้นไปด้วยผู้ป่วย ไม่มีเตียงเหลือรวมไปถึงกรุงจาการ์ตา ภาพจากสื่ออินโดฯ แสดงให้เห็นว่า ตามโรงพยาบาลในเมืองใหญ่ของเกาะชวา มีคนป่วยนอนเรียงรายบริเวณทางเดิน หลายคนไปกางเต็นท์นอนรอการรักษาในลานจอดรถของโรงพยาบาล ผู้คนต่อแถวรอที่หน้าร้านออกซิเจน หลายโรงพยาบาลรายงานการขาดแคลนออกซิเจน รัฐบาลพยายามขอให้ภาคอุตสาหกรรมส่งออกซิเจนไปให้โรงพยาบาล

อะดิบ คุไมดี หัวหน้าฝ่ายบรรเทาความเสี่ยง ของสมาคมการแพทย์อินโดนีเซียระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือระบบกลไกของโรงพยาบาลกำลังพัง กว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยในโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยโควิด เทียบกับตัวเลข 1 ใน 3 จากการสำรวจเมื่อปีที่แล้ว ผู้ป่วยที่ไปถึงโรงพยาบาลส่วนใหญ่ก็มีแต่อาการหนัก

ขณะเดียวกันบุคลากรทางการแพทย์ที่ส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็มก็ต้องเผชิญความเสี่ยง โดยในช่วงไม่ถึง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีพยาบาล 22 ราย แพทย์ 35 รายเสียชีวิตแล้วเพราะติดโควิด ทำให้ล่าสุดรัฐบาลต้องประกาศว่าจะเร่งฉีดวัคซีนโมเดอร์นา เสริมเป็นเข็มที่ 3 ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในทันทีที่วัคซีนถูกจัดส่งมาถึง

อย่างไรก็ตามตอนนี้หากดูตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันในช่วง 14 วันล่าสุด เทียบกับ 14 วันก่อนหน้าจะพบว่า อินโดนีเซียมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 120% สูงสุดในกลุ่มสมาชิกอาเซียน

ปัจจัยสำคัญทำยอดติดเชื้อพุ่งสูง

นักระบาดวิทยามองว่า นอกจากความรุนแรงของเชื้อไวรัสกลายพันธุ์จะเป็นต้นเหตุแล้ว ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดรุนแรงระลอกที่ 2 คือความผิดพลาดของมนุษย์ ความประมาทการ์ดตกของประชาชนเอง และระบบบริหารจัดการของรัฐบาลที่ไม่ได้ประสิทธิภาพ

แม้ว่าก่อนหน้านั้นรัฐบาลอินโดนีเซียจะเฝ้าระวังโควิดแพร่ระบาดในช่วงอีดิลฟิตรี เทศกาลสำคัญทางศาสนาอิสลามเมื่อเดือน พ.ค. แต่การแพร่ระบาดสูงสุดก็เกิดขึ้นจนได้ในช่วง 5-7 สัปดาห์หลังวันหยุดยาวและกว่าที่ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด จะประกาศมาตรการฉุกเฉินจำกัดกิจกรรมการเดินทาง หรือ PPKM Darurat ก็ล่วงเลยไปถึงวันที่ 3 ก.ค. โทษว่าเป็นเพราะตอนแรกทางรัฐบาลส่วนท้องถิ่นและชุมชนต่างๆ คัดค้านไม่ให้รัฐบาลควรประกาศมาตรการแรงแต่หลังจากเห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุกฝ่ายจึงยอมเข้าใจ

บางคนบอกว่ารัฐบาลพยายามยื้อไม่ประกาศมาตรการจำกัดเข้มงวดออกมาจนกว่าจะถึงปลายเดือน มิ.ย. เพื่อให้ตัวเลขจีดีพีไตรมาสสองยังเป็นบวก

แต่ถ้าไปถามรัฐบาลก็จะบอกว่าเป็นเพราะประชาชนการ์ดตก คุณหมอสิตี นาเดีย ทาร์มิซี โฆษกหญิงของรัฐบาลที่ออกมาแถลงรายวันเกี่ยวกับสถานการณ์โควิดเคยบอกว่า หนึ่งเหตุผลที่โควิดระบาดหนักในรอบนี้เป็นเพราะประชาชนหละหลวมในการดูแลป้องกัน

ขณะที่ Google ออกรายงานสถานการณ์การเคลื่อนไหวประชาชาติ (Community Mobility Reports) ซึ่งใช้ Google Location History มารวบรวมเป็นรายงานสรุปเพื่อวัดผลมาตรการรัฐของแต่ละประเทศในการรับมือโรคระบาดโควิด-19 ว่าออกมาตรการกันมาแล้วได้ผลดีเท่าที่ควรหรือไม่ สำหรับอินโดนีเซีย พบว่าในช่วงเดือน มี.ค. จนถึงต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ชาวอินโดนีเซียออกไปที่ร้านอาหาร และแหล่งช็อปปิ้ง ลดลงเพียง 9.5% เมื่อเทียบกับการลดลงถึง 28% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ขณะที่ประชาชนยังออกเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลอีดิลฟิตรี แม้รัฐบาลจะประกาศคำสั่งห้ามเดินทางข้ามพื้นที่แต่พบว่ามีประชาชนกว่า 1.5 ล้านคนเดินทางกลับภูมิลำเนา แสดงให้เห็นว่าชาวอินโดนีเซียตื่นตัวในการป้องกันโควิด-19 ลดลง

โดยรัฐบาลอินโดนีเซียยอมรับว่าได้มีการประเมินและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์เลวร้ายที่สุดเอาไว้ที่จำนวนผู้ติดเชื้อ 70,000 รายต่อวัน

อย่างไรก็ตาม นักระบาดวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอินโดนีเซียได้เปิดเผยข้อมูลว่า หากยังมีการแพร่ระบาดในอัตราที่ไม่ลดลง และมีการตรวจหาเชื้อเพิ่มขึ้นได้ตามเป้า 4-5 แสนคน ซึ่งยังจัดว่าน้อย แต่ตัวเลขผู้ติดเชื้ออาจพุ่งทะลุหลักแสนรายต่อวัน โดยบอกให้รอดูช่วงพีคที่จะมาถึงในช่วง 1 สัปดาห์หลังประกาศมาตรการฉุกเฉินจำกัดการเดินทาง เพราะว่าตอนนี้มีผู้ป่วยจำนวนมากต้องรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ทำให้เกิดการแพร่เชื้อเป็นคลัสเตอร์ในครอบครัว ซึ่งจะส่งผลให้มาตรการจำกัดการเดินทางไม่ได้ผล เพราะถึงไม่ได้ออกไปข้างนอกก็ติดจากคนในบ้านได้

อินโดฯ มาถึงจุดพีคหรือยัง

นายแพทย์ดิกกี้ พุทธิมาน แห่งมหาวิทยาลัยกริฟฟิธ ในออสเตรเลีย ระบุว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่เป็นตัวเลขของทางการอินโดฯ นั้นต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากการตรวจยังอยู่ที่ 1 แสนคนต่อวัน โดยบอกว่าตอนนี้อินโดฯ กำลังเจอภาวะ “การแพร่ระบาดเงียบ” แม้ว่าการมีภูมิประเทศเป็นเกาะน้อยใหญ่จะช่วยสกัดหรือชะลอการกระจายเชื้อได้ แต่การมาถึงของสายพันธุ์เดลตา ก็อาจทำให้สถานการณ์แย่ลงไปกว่านี้ เนื่องจากคนที่เคยติดเชื้อแล้วหาย ร่างกายได้สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นแต่ไม่สามารถป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้ เลยมีรายงานการติดเชื้อซ้ำเป็นครั้งที่สองเพิ่มขึ้น นอกจากนี้วัคซีนซิโนแวคที่ฉีดไปครบ 2 โดสก็ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลตาได้

ยุดทินา เมลิสซา หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ แห่งศูนย์ริเริ่มยุทธศาสตร์การพัฒนาอินโดนีเซีย มองว่า รัฐบาลอินโดนีเซียขยับช้าไป แถมยังไม่ค่อยฟังคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ โดยประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ประกาศล็อกดาวน์ช้าเพราะเป็นห่วงเศรษฐกิจทรุด แต่มาตรการที่ประกาศออกมาก็หละหลวมเกินไป เรียกได้ว่าเป็นการเดินเกมที่ผิด อย่างตอนที่ประกาศแคมเปญ “ทำงานจากที่บาหลี” เชิญชวนให้คนไปท่องเที่ยวและทำงานจากที่บาหลี แทนนั่งทำงานอยู่ที่บ้าน เพื่อหวังกระตุ้นการท่องเที่ยวและโรงแรมในประเทศ แต่สุดท้ายแล้วแคมเปญก็ต้องระงับไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว.